วันอาทิตย์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

แบบฝึกหัดบทที่ 1


แบบฝึกหัดบทที่ 1
1. จงเปรียบเทียบข้อแตกต่างของ ข้อมูล และ สารสนเทศ มาพอเข้าใจ
ตอบ   ข้อมูลคือ เหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นประจำวันในการดำเนินธุรกิจ เช่น การสั่งซื้อสินค้าจากลูกค้า เป็นต้น ข้อมูลอาจเป็นได้หลายชนิด เช่น ตัวเลข รูปภาพ รูปถ่าย หรือแม้กระทั่งเสียง
           สารสนเทศ คือ ข้อมูลที่ผ่านกระบวนการเก็บรวบรวมและเรียบเรียงเพื่อเป็นแหล่งข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้
2. การจัดแบ่งหน้าที่งานทางธุรกิจมีความสัมพันธ์กับโครงสร้างองค์การอย่างไร
ตอบ  การดำเนินธุรกิจส่วนใหญ่จำดำเนินตามโครงสร้างองค์การของธุรกิจที่สะท้อนให้เห็นถึงอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบของบุคคลากรในองค์การโดยมีการปฏิบัติตามกิจกรรมการดำเนินงานของแต่ละหน่วยงานที่มีส่วนช่วยให้บรรลุวัตถุประสงค์ขององค์การ เพื่อให้เข้าใจรูปแบบของการจำแนกความแตกต่างของภาระงาน อำนาจหน้าที่รวมทั้งการรายงานภาระรับผิดชอบการจัดแบ่งหน้าที่งานทางธุรกิจจึงมีความสัมพันธ์จึงก่อให้เกิดโครงสร้างองค์การ
3. การลงทุนเพื่อจัดตั้งธุรกิจใหม่จะต้องดำเนินตามขั้นตอนอย่างไร
ตอบ    ขั้นตอนการเริ่มต้นการประกอบการการก่อตั้งธุรกิจขึ้นมาใหม่มี 6 ขั้นตอนดังนี้
               1. ทำการวิเคราะห์ตลาด ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่ต้องทำเป็นอันดับแรก ถ้าไม่มีความต้องการของตลาดก็ไม่มีหนทางสำหรับความสำเร็จ การวิเคราะห์ตลาดเพื่อทราบถึงความต้องการของ ลูกค้าไม่จำเป็นต้องใช้วิธีการทางสถิติที่เสียค่าใช้จ่ายสูง อาจทำได้อย่าง ๆ แต่ผลลัพธ์ต้องเชื่อถือได้เพื่อให้แน่ใจว่าสมควร แก่การลงทุนเปิดกิจการอย่างแท้จริง คุ้มค่ากับการลงทุน และสามารถประกอบกิจการอยู่รอดได้ในระยะยาว
2. ทำการวิเคราะห์จุดเด่นของการแข่งขัน ธุรกิจใหม่ต้องมีจุดเด่นที่เหนือกว่าธุรกิจที่มีอยู่แล้วไม่ว่าจะเป็นด้านราคาขายที่ถูกกว่า หรือคุณภาพที่ดีกว่า หรือการบริการลูกค้าให้พึงพอใจ ได้มากกว่า โดยที่จุดเด่นนั้นต้องชัดเจนและมีคุณค่าสำหรับกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย
3. คำนวณต้นทุนการก่อตั้งและแสวงหาเงินทุนมาใช้ดำเนินการเริ่มต้นธุรกิจ ต้นทุนบางประเภทเกิดขึ้นครั้งเดียว เช่นต้นทุนการซื้อที่ดิน และก่อสร้างสำนักงาน แต่ต้นทุนบางประเภทจะขึ้น เรื่อย ๆเช่นค่าประกันภัย ค่าวัสดุสิ้นเปลืองใช้ไป ต้องมีการเผื่อเงินไว้สำหรับกรณีมีค่าใช้จ่ายบางประการที่คาดไม่ถึง ไม่ได้เตรียมไว้ก่อน หรือกรณีวัสดุเกิดขึ้นราคาซึ่งจะทำให้ต้องใช้เงินมาก กว่างบที่ตั้งไว้ ผู้ประกอบการจึงต้องคำนึงถึงสภาพคล่องของกิจการในระยะเริ่มต้นให้ถี่ถ้วน เนื่องจาก ระยะนั้นรายได้จะต่ำจนไม่สามารถคุ้มทุนได้ เงินสำรองใช้จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นมากเพราะเป็น เงินทุนหมุนเวียนส่วนใหญ่ของธุรกิจ
ค่าใช้จ่ายในการเริ่มต้นก่อตั้งธุรกิจ ได้แก่ ค่าที่ดินและก่อสร้างอาคาร ค่าอุปกรณ์เครื่องมือ และเครื่องจักร ค่าสินค้าคงคลัง ค่าจดทะเบียน และค่า ธรรมเนียมใบอนุญาตตามกฎหมาย ค่าลิขสิทธิ์ ค่าตกแต่งและปรับปรุงสถานที่ เงินมัดจำโทรศัพท์และมิเตอร์ไฟฟ้า ค่าประกันภัย ค่าวัสดุสิ้นเปลืองใช้ไป เงินสำรองจ่ายในกิจการ ตลอดจนค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เมื่อรวมค่าใช้จ่ายทั้งหมด เข้าด้วยกันแล้ว ควรตั้งยอดสำรองไว้ 10 % เผื่อไว้ด้วย
4. เลือกรูปแบบของการก่อตั้งทางกฎหมายที่เหมาะสมจะจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลหรือไม่ ในรูปแบบธุรกิจเจ้าของคนเดียว ห้างหุ้นส่วน หรือบริษัทจำกัด
5. เลือกทำเลที่ตั้งที่เหมาะสม ถ้าเป็นธุรกิจที่ลูกค้าจะเข้ามาติดต่อเอง เรื่องของทำเลที่ตั้งจะสำคัญมากเพราะต้องสะดวกแก่การไปมาหาสู่ ถ้าเป็น ธุรกิจที่ใช้วิธีออกไปติดต่อลูกค้าเป็น ส่วนใหญ่ ทำเลที่ตั้งจะลดความสำคัญลงและปัจจุบันมีการสื่อสารโทรคมนาคมที่ก้าวหน้าให้เลือกใช้ได้หลายทาง เช่น การขายโดยใช้ พาณิชย์อิเลคทรอนิคส์ที่ไม่ต้องมีหน้าร้านแสดงสินค้า
6.วางแผนการตลาดให้ลูกค้ารู้จักธุรกิจที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นมาใหม่นี้อย่างรวดเร็ว โดยบอกรายละเอียดสินค้าและบริการ ราคา สถานที่วางจำหน่าย ด้วยการ โฆษณาหรือประชาสัมพันธ์อันจะมีรายละเอียดในบทที่ว่าด้วยการจัดการด้านการตลาดจึงมีความไม่แน่นอน มากกว่า โลกแห่งความฝัน เราจึงต้องมีการวางแผนกันต่อไป
4. จงเปรียบเทียบการประยุกต์ใช้ข้อมูลของระดับปฏิบัติการและระดับบริหาร
ตอบ  ระดับปฏิบัติการ คือ การใช้ข้อมูลของธุรกิจภายใต้ระดับปฏิบัติการเปรียบเสมือนกระจกเงาที่คอยสอดส่องดูแลงานด้านต่างๆ เช่น การประมวลผลการบันทึกและการรายงานเหตุการณ์ทางธุรกิจ
          ระดับบริหาร คือ กระบวนการสารสนเทศจะเป็นเครื่องมือช่วยสนับสนุนกิจกรรมด้านการจัดการตลอดจนการตัดสินใจทางธุรกิจโดยสามารถจำแนกวิธีการที่ผู้จัดการหรือผู้บริหารนิยมใช้ประโยชน์จากสารสนเทศทางธุรกิจดังนี้   วิธีที่ 1 ให้ติดตามการปฏิบัติงานในปัจจุบัน
5. ผู้บริหารของบริษัทได้รับทราบงบการเงินในช่วงเวลาที่ต้องการตัดสินใจแต่ข้อมูลในงบการเงินนั้นมีข้อผิดพลาดเล็กน้อยจะมีผลต่อมูลค่าของสารสเทศที่ผู้บริหารได้รับคือ
ตอบ สารสนเทศจัดเป็นทรัพยากรที่สำคัญของธุรกิจแต่ถ้าหากข้อมูลงบการเงินนั้นมีข้อผิดพลาดไม่ว่าจะมากหรือน้อยก็จะมีผลต่อมูลค่าของสารสนเทศคือ การวิเคราะห์ถึงสถานการณ์การช่วยลดความไม่แน่นอนในการตัดสินใจและส่งผลต่อการกำหนดนโยบายสินเชื่อในอนาคตทำให้เกิดมูลค่าของสารสนเทศที่จัดได้อยู่ในระดับต่ำยังมีความสำคัญต่อการอยู่รอดของธุรกิจ
6. กรณีที่ผู้บริหารในระดับควบคุมปฏิบัติการได้รับสารสนเทศที่มีรายละเอียดไม่พอต่อการตัดสินใจอาจก่อให้เกิดผลกระทบคือ
ตอบ ในระดับปฏิบัติการต้องดูแลงานด้านต่างๆเช่น การประมวลผล การบันทึกและการรายงานเหตุการณทางธรกิจและทำให้เกิดการลังเลใจในการตัดสินใจแล้วเกิดการล่าช้าในการตัดสินใจอาจก่อให้เกิดการเสียโอกาสและอาจทำให้เสียลูกค้า
7. การสั่งการของผู้บริหารระดับสูงในเรื่องนโยบายเงินปันผลต่อผู้บริหารระดับกลางให้ควบคุมการจ่ายเงินปันผลแก่พนักงานทุกคนคือเป็นสายงานด้านสารสนเทศในลักษณะใด
ตอบ เป็นสายงานด้านสารสนเทศ ในลักษณะแนวนอนซึ่งอยู่ในกลุ่มที่ 2 คือ กลุ่มผู้ที่ส่วนได้เสีย
8. จงยกตัวอย่างโครงสร้างกระบวนการทางธุรกิจของบริษัทบริการโทรศัพท์มือถือ
ตอบ  โครงสร้างกระบวนการธุรกิจมือถือมีรายละเอียด 3 กระบวนการดังนี้
                1. กระบวนการปฏิบัติการ
                2. กระบวนการจัดการ
                3. กระบวนการสารสนเทศ
9. องค์การดิจิทัลมีความแตกต่างกับองค์การธุรกิจทั่วไปอย่างไร
ตอบ องค์การดิจิทัลจะเป็นการทำงานที่หลากหลายมิติโดยอาศัยความสามารถของดิจิทัลซึ่งแตกต่างกับองค์การ
ธุรกิจทั่วไปคือ องค์การธุรกิจทั่วไปจะอาศัยเพียงแต่คนเข้ามาทำงานและทำงานได้ช้ากว่าองค์การดิจิทัลความถูกต้องแม่นยำก็มีน้อยกว่า
10. องค์การควนดำเนินการอย่างไรเพื่อสร้างความได้เปรียบเหนือคู่แข่งขันทางธุรกิจ
ตอบ  ต้องมีการกำหนดวิธีโต้ตอบหลัก 7 วิธี
                1. การจัดการเชิงกลยุทธ์
                2. จุดศูนย์รวมลูกค้า
                3. การปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง
                4. การปรับกระบวนการทางดุลการค้า
                5. นวัตกรรมด้านการผลิต
                6. ธุรกิจอิเลกทรอนิคส์และอีคอมเมิร์ช
                7. พันธมิตรทางธุรกิจ

สรุป บทที่ 1บทนำ


สรุปบทที่ 1
ความรู้ด้านธุรกิจ
1.ธุรกิจ
ได้จำแนกรูปแบบขององค์กรธุรกิจได้ดังนี้
                รูปแบบที่ 1 เจ้าของคนเดียว คือ องค์กรขนาดเล็กที่มีบุคคลเพียงคนเดียวเป็นเจ้าของ
                รูปแบบที่ 2 ห้างหุ้นส่วน คือ กิจการค้าที่มีบุคคลตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ซึ่งจำแนกได้ 2 ประเภท คือ ห้างหุ้นส่วนสามัญ และห้างหุ้นส่นจำกัด
                รูปแบบที่ 3 บริษัทจำกัด คือ กิจการที่ตั้งขึ้นในรูปแบบของนิติบุคคล ด้วยการแบ่งเงินลงทุนออกเป็นงวดๆ โดยจำแนกเป็น 2 ประเภท คือ บริษัทเอกชนและบริษัทมหาชน
                รูปแบบที่ 4 รัฐวิสาหกิจ หรือห้างหุ้นส่วนที่มีทุนจดทะเบียนของรัฐเกิน 50%
2. ประเภทของธุรกิจ
ได้แบ่งประเภทของตลาดธุรกิจ ในปัจจุบันออกเป็น 3 ประเภทดังนี้
                ประเภทที่ 1 หน่วยบริการ ถือเป็นหน่วยธุรกิจที่เป็นที่นิยมอย่างสูงในปัจจุบัน เป็นหน่วยธุรกิจที่เรียบง่ายและไม่มีความลับซับซ้อน
                ประเภทที่ 2 หน่วยค้าของสินค้า หรือธุรกิจพานิชยกรรม หน่วยธุรกิจนี้จะมีกิจกรรมทางธุรกิจที่ซับซ้อนมากกว่าหน่วยบริการ
                ประเภทที่ 3 หน่วยผลิตสินค้า หรือธุรกิจอุตสาหกรรม โดยถือเป็นหน่ยธุรกิจที่มีความซับซ้อนของกิจกรรมทางธุรกิจสูง
3. การจัดตั้งและการดำเนินงานทางธุรกิจ
                ในส่วนกิจกรรมการดำเนินงาน คือ การดำเนินงานด้านต่างๆ ที่จำเป็นของธุรกิจ เพื่อความอยู่รอกดขององค์การ โดยหมายรวมถึงสิ่งต่อไปนี้ คือ
                กิจกรรมที่ 1 การจัดหาวัตถุดิบ สินค้า หรือทรัพยากรอื่นๆ เพื่อใช้ในการผลิตสินค้าหรือบริการ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า
                กิจกรรมที่ 2 การใช้ทรัพยากร เพื่อผลิตสินค้าหรือบริการนั้นๆ
                กิจกรรมที่ 3 การขาย ตลอดจนการจัดจำหน่ายสินค้าและบริการแก่ลูกค้า
                สรปได้ว่า ธุรกิจจะต้องมีการจัดตั้งธุรกิจนำเงินมาลงทุน หรืออาจกู้ยืมเงินมาใช้สำหรับการจัดหาทรัพยากรทางธุรกิจ ซึ่งใช้สำหรับกิจกรรมการดำเนินงานทั้ง 3 กิจกรรม
4. หน้าที่งานทางธุรกิจ
                หน้าที่ทางธุรกิจ หรือฟังก์ชั้นทางธุรกิจ มักใช้เพื่อแบ่งองค์การเข้าสู่เขตพื้นที่รับผิดชอบภายใต้ภาระงาน การกำหนดเขตพื้นที่ของแต่ละหน้าที่งาน มักจะกำหนดตามการไหลทรัพยากรจากหน้าที่หนึ่งเข้าสู่อีกหน้าที่หนึ่ง เช่น มีการไหลของทรัพยากรข้อมูลจากฝ่ายการตลาดเข้าสู่ฝ่ายการผลิต และการบัญชีเป็นต้น
5. การจัดโครงสร้างองค์การ
                โดยแต่ละหน้าที่งานธุรกิจจะเกิดกิจกรรมการดำเนินงานที่ต่างกันซึ่งอธิบายได้ในแต่ละหน้าที่งาน ดังนี้
หน้าที่งาน 1 การจัดการวัตถุดิบ มีจุดประสงค์เพื่อการวางแผนและควบคุมวัตถุดิบคงเหลือของบริษัทให้เพียงพอต่อความต้องการการผลิต
หน้าที่งาน 2 การผลิต กิจกรรมการผลิตจะเกิดขึ้นภายใต้วัฏจักรการแปลงสภาพวัตถุดิบ แรงงาน ทรัพยากรโรงงาน ให้เป็นสินค้าสำเร็จรูป
หน้าที่งาน 3 การตลาด ตลาดเป็นสถานที่ซื้อขายซึ่งต้องการรับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการเป้าหมายตลอดจนการเข้าถึงตัวสินค้าหรือบริการนั้น หน้าที่งานทางการตลาดมักจะเกี่ยวข้องกับปัญหาของการวางกลยุทธ์ทางการตลาดของการส่งเสริมการขายสินค้า การโฆษณาหรือการวิจัยตลาด เป็นต้น
หน้าที่งาน 4 การจัดจำหน่าย เป็นกิจกรรมด้านการกระจายสินค้าให้ลูกค้าภายหลังการขายสินค้า จึงเป็นขั้นตอนสำคัญซึ่งมักเกิดความผิดพลาดขึ้นบ่อยครั้งก่อนที่ลูกค้าจะได้รับสินค้า
หน้าที่งาน 5 ทรัพยากรมนุษย์ ลูกจ้างที่มีความสามารถและไว้วางใจเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าสำหรับธุรกิจ วัตถุประสงค์ของหน้าที่งานด้านทรัพยากรมนุษย์ ก็คือ การจัดการทัพยากรมนุษย์อย่างมีประสิทธิภาพ
หน้าที่งาน 6 การเงิน โดยทำหน้าที่ในด้านการบริหารทรัพยากรทางการเงินของบริษัทผ่านธนาคารและกิจกรรมการคลัง
หน้าที่งาน 7 การบัญชี โดยทำหน้าที่ด้านการบริหารทรัพยากรข้อมูลทางการเงินของกิจการใน 2 บทบาท ของการประมวลผลรายงานที่เปลี่ยนแปลง
หน้าที่งาน 8 การบริการคอมพิวเตอร์ เป็นการจัดเก็บและรวบรวมทรัพยากรสารสนเทศ เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการประมวลผลข้อมูลเช่นเดียวกับหน้าที่งานด้านบัญชี
ความรู้ด้านสารสนเทศ
1.ข้อมูล
        ข้อมูล (Data)   หมายถึง   ข้อเท็จจริงหรือเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับสิ่งต่าง ๆ เช่น คน สัตว์ สิ่งของสถานที่ ฯลฯ โดยอยู่ในรูปแบบที่ เหมาะสมต่อการสื่อสาร การแปลความหมายและการประมวลผล ซึ่งข้อมูลอาจจะ ได้มาจากการสังเกต การรวบรวม การวัด ข้อมูลเป็นได้ทั้งข้อมูลตัวเลขหรือสัญญลักษณ์ใด ๆ ที่สำคัญจะต้องมีความเป็นจริงและต่อเนื่องตัวอย่างของข้อมูล เช่น คะแนนสอบ ชือนักเรียน  เพศ  อายุ เป็นต้น 
2.สารสนเทศ
       สารสนเทศ (Information) หมายถึง ข้อมูลที่ได้ผ่านกระบวนการประมวลผลแล้ว อาจใช้วิธีง่าย ๆ  เช่น หาค่าเฉลี่ยหรือใช้เทคนิคขั้นสูง เช่น การวิจัยดำเนินงาน เป็นต้น เพื่อเปลี่ยนแปลงสภาพข้อมูลทั่วไปให้อยู่ในรูปแบบที่มีความสัมพันธ์หรือมีความเกี่ยวข้องกัน เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการตัดสินใจหรือตอบ ปัญหาต่าง ๆ ได้ สารสนเทศประกอบด้วยข้อมูลเอกสาร เสียง หรือรูปภาพต่าง ๆ แต่จัดเนื้อเรื่องให้อยู่ในรูปที่มีความหมาย  สารสนเทศไม่ใช่จำกัดเฉพาะเพียงตัวเลขเพียงอย่างเดียวเท่านั้น 
3.ความรู้
       ความรู้ (Knowledge) จะประกอบด้วย ข้อมูลและสารสนเทศ ซึ่งถูกจัดโครงสร้างและประมวลผล เพื่อถ่ายโอนความเข้าใจ ประสบการณ์และการเรียนรู้ รวมทั้งความเชี่ยวชาญที่เก็บสะสมไว้ภายในฐานความรู้ซึ่งใช้แก้ปัญหาที่เกิดจากกิจกรรมต่างๆ
คุณลักษณะของสารสนเทศที่ดี
1.สารสนเทศที่ดีต้องตรงกับกรณี ของผู้ที่ทำการตัดสินใจ
2.สารสนเทศที่ดีต้องทันเวลา (Just in Time : JIT) หรือทันต่อความต้องการ (Timely) ของผู้ใช้ หรือสามารถส่ง
ถึงผู้รับได้ในเวลาที่ผู้ใช้ต้องการ
3. สารสนเทศที่ดีต้องมีความความถูกต้อง (Accurate) และไม่มีความผิดพลาด
4. สารสนเทศที่ดีต้องมีความสมบูรณ์ (Complete) บรรจุไปด้วยข้อเท็จจริงที่มีสำคัญครบถ้วน
5.สารสนเทศที่ดีต้องมีการสรุปสาระสำคัญ
6.  สารสนเทศที่ดีต้องสามารถพิสูจน์ได้ (Verifiable) หรือตรวจสอบจากหลาย ๆ แหล่ง ได้ว่ามีความถูกต้อง เทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology) ความหมายของเทคโนโลยีสารสนเทศหมายถึง อุปกรณ์หรือเครื่องมือที่เกี่ยวข้องกับการรวบรวมประมวล เก็บรักษา และเผยแพร่ข้อมูลและสารสนเทศโดยรวมทั้งฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ ฐานข้อมูล และการสื่อสาร โทรคมนาคม
1.องค์ประกอบระบบสารสนเทศที่ใช้คอมพิวเตอร์
- ฮาร์ดแวร์ (Hardware) ได้แก่ อุปกรณ์ที่ช่วยในการป้อนข้อมูล ประมวลจัดเก็บ และ ผลิต เอาท์พุทออกมาในระบบสารสนเทศ
- ซอฟต์แวร์ (Software) ได้แก่ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ช่วยให้ฮาร์ดแวร์ทำงาน
- ฐานข้อมูล (Database) คือ การจัดระบบของแฟ้มข้อมูล ซึ่งเก็บข้อมูลที่เกี่ยวข้องกัน
- เครือข่าย (Network) คือ การเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์เข้าด้วยกันเพื่อช่วยให้มีการใช้ทรัพยากรร่วมกัน และช่วยการติดต่อสื่อสาร
- กระบวนการ (Procedure) ได้แก่ นโยบาย กลยุทธ์ วิธีการ และกฎระเบียบต่างๆ ในการใช้ระบบสารสนเทศ
- คน (People) เป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดในระบบสารสนเทศ ซึ่งได้แก่ บุคคลที่เกี่ยวข้องในระบบสารสนเทศ เช่น ผู้ออกแบบ ผู้พัฒนาระบบ ผู้ดูแลระบบ และผู้ใช้ระบบ
การใช้สารสนเทศในองค์กรธุรกิจ
1.กระบวนการทางธุรกิจ กระบวนการทางธุรกิจ คือ การรวมตัวของ 3 ส่วนประกอบ คือ
   1.1 กระบวนการปฏิบัติการ
   1.2 กระบวนการจัดการ
   1.3 กระบวนการสารสนเทศ
2.แนวทางการใช้สารสนเทศทางธุรกิจ
    สำหรับแนวทางการใช้สารสนเทศทางธุรกิจทมีส่วนสัมพันธ์กับการดำเนินงานภายใต้กระบวนการทางธุรกิจ โดยจำแนกระดับของการใช้ข้อมูลและสารสนเทศได้ 2 ระดับ คือ
    2.1 ระดับปฏิบัติการ
    2.2 ระดับผู้บริหาร
3.สายงานด้านสารสนเทศ โดยสามารถจำแนกสายงานด้านสารสนเทศได้ ดังนี้
3.1 สายงานด้านสารสนเทศในแนวดิ่ง คือ สายงานที่เกิดจากระดับชั้นของการบริหารงานในองค์การ ซึ่งจำแนกได้เป็น 2 ประเภท คือ
    3.1.1 การรายงานผลการปฏิบัติการ
    3.1.2 การงบประมาณและการสั่งการ
3.2 สายงานด้านสารสนเทศในแนวนอน คือ สายงานที่เกิดขึ้นจากการกระจายสารสนเทศไปยังส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจำแนกได้เป็น 2 ประเภทคือ
     3.2.1 การกระจายสารสนเทศภายในองค์การ
     3.2.2 การกระจายสารสนเทศไปยังองค์การภายนอก
สารสนเทศทางธุรกิจยุคโลกาภิวัตน์
         โลกาภิวัตน์ หมายถึง "การแพร่กระจายไปทั่วโลก; การที่ประชาคมโลกไม่ว่าจะอยู่ ณ จุดใด สามารถรับรู้ สัมพันธ์ หรือรับผลกระทบจากสิ่งที่เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วกว้างขวาง ซึ่งเนื่องมาจากการพัฒนาระบบสารสนเทศเป็นต้น" โลกาภิวัตน์ เป็นคำศัพท์เฉพาะที่บัญญัติขึ้นเพื่อตอบสนองปรากฏการณ์ของสังคมโลกที่เหตุการณ์ทางเศรษฐกิจ การเมือง สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นในส่วนหนึ่งของโลก ส่งผลกระทบอันรวดเร็วและสำคัญต่อส่วนอื่นๆของโลก
1.ระบบเศรษฐกิจ
      ระบบเศรษฐกิจภายใต้การดำเนินธุรกิจยุคโลกาภิวัตน์ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า เศรษฐกิจยุคดิจิทัล หมายถีง เศรษฐกิจหนึ่งซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานของการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เช่น อินเตอร์เน็ต อินทราเน็ต เครือข่ายมูลค่าเพิ่ม คอมพิวเตอร์ ซอฟต์แวร์และเทคโนโลยีอื่นๆ
2.การจัดองค์การ
       สำหรับการดำเนินธุรกิจในยุคโลกาภิวัตน์ จะปรากฏการจัดองค์การรูปแบบใหม่ ที่เรียกว่า องค์การดิจิทัล คือ องค์การที่มีการทำงานในหลากหลายมิติ โดยอาศัยความสามารถด้านดิจิทัลและสื่อดิจิทัล จัดการข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ทางธุรกิจ โดยเฉพาะในส่วนที่ติดต่อกับลูกค้า
3.แบบจำลองธุรกิจ
      แบบจำลองธุรกิจ คือ วิธีการดำเนินธุรกิจ ที่ส่งผลให้บริษัทสามารถสร้างรายได้เพื่อค้ำจุนองค์การให้อยู่รอด แบบจำลองนี้จะอธิบายถึงวิธีการเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ให้ลูกค้าเต็มใจจ่ายค่าซื้อผลิตภัณฑ์ขององค์การ
4.เครือข่ายคอมพิวเตอร์
       เครือข่ายคอมพิวเตอร์ คือ โครงสร้างพื้นฐานของอีคอมเมิร์ซ และอยู่ในรูปแบบของคอมพิวเตอร์แบบกระจาย โดยมีการเชื่อมต่อของระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์หลายเครื่องกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่น
5.โอกาสของผู้ประกอบการ
       โอกาสของผู้ประกอบการทางธุรกิจในยุคโลกาภิวัตน์ จะต้องใช้วิธีการโต้ตอบต่อแรงกดดันทางธุรกิจแบบใหม่ Turban et al. ได้กำหนดวิธีโต้ตอบหลักขององค์การไว้ 7 วิธี
       1.การจัดการเชิงกลยุทธ์
       2.จุดศูนย์รวมลูกค้า
       3.การปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง
       4.การปรับกระบวนการทางธุรกิจ
       5.นวัตกรรมด้านการผลิตตามคำสั่ง และการผลิตแบบสั่งทำในปริมาณมาก
       6.ธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์และอีคอมเมิรซ
       7.พันธมิตรทางธุรกิจ
          ธุรกิจส่วนใหญ่จะถุกก่อตั้งขึ้น โดยมีจุดมุ่งหมายแสวงหากำไร ด้วยกันทั้งนั้น  การดำเนินธุรกิจประกอบไปด้วยหน้าที่งานต่างๆ ซึ่งปฎิบัติกิจกรรมดำเนินงานที่หลากหลายภายใต้โครงสร้างองค์การของธุรกิจ นอกจากนี้ธุรกิจมีความจำเป็นที่จะรวบรวม จัดเก็บ และประมวลผลข้อมูล สารสนเทศและความรู้ เพื่อใช้สนับสนุนการตัดสินใจ ทั้งในระดับปฎิบัติการและระดับบริหาร โดยสารสนเทศที่ได้รับจะมีคุณลักษณะที่ดี และสามารถใช้ในแต่ละระดับกระบวนการทางธุรกิจเพื่อเพิ่มมูลค่าให้ธุรกิจภายใต้ข้อจำกัดโดยใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือ
          ในการดำเนินธุรกิจยุคโลกาวิวัฒน์ ธุรกิจส่วนใหญ่มักปรับโครงสร้างด้วยการใช้รูปแบบขององค์การดิจิทัล โดยการนำเทคโนโลยีสารสนเทศ และเครรื่องมีอคอมพิวเตอร์ มาใช้เพื่อสนัสนุน การดำเนินงานทางธุรกิจ ภายใต้กระบวนการทางธุรกิจ หลักเพื่อความอยู่รอดและสร้างความได้เปรียบเชิงการแข่งขันทางธุรกิจ

วันอาทิตย์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

งานที่ 5

1. GIGO มาจากคำเต็มว่าอะไร โดยนิยามดังกล่าวต้องการมุ่งเน้นถือสิ่งใดเป็นสำคัญ
ตอบ GIGO กิโก <คำอ่าน>ย่อมาจาก garbage in , garbage out พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถานแปลว่า เข้าผิด ออกผิด แต่ถ้าแปลตามตัวจะได้ว่า ขยะเข้า ขยะออก เป็นคำกล่าวที่ใช้เตือนสติผู้ใช้ คอมพิวเตอร์ว่า ถ้าใส่ข้อมูลที่ไร้คุณค่าลงไปในเครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องก็มิอาจจะทำให้ข้อมูลนั้นมีค่าขึ้นมาได้เลย อีกนัยหนึ่ง เป็นการบอกให้นักคอมพิวเตอร์มือใหม่รู้ว่า เครื่องคอมพิวเตอร์หาใช่สิ่งมหัศจรรย์ที่จะเนรมิตข้อมูลเลว ๆ ให้เป็นสารสนเทศ (information) ดี ๆ ได้ ถ้าใส่ขยะ (ข้อมูลเลว ๆ) เข้าไป ก็จะได้ขยะ (สารสนเทศเลว ๆ ) ออกมา

2. การที่องค์กรหรือภาคธุรกิจทั่วไปในปัจจุบันนิยมนำระบบสรสนเทศมาใช้งานกันมากขึ้นและสามารถเป็นเจ้าของระบบสารสนเทศกันง่ายขึ้นสืบเนื่องมาจากสาเหตุใดยกตัวอย่างประกอบ
ตอบ 1.ให้ผลตอบแทนจากเทคโนโลยีสารสนเทศสูงสุด
         2.ช่วยให้สามารถวางแผนการจัดการสารสนเทศที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคตที่ส่งผลต่อองค์กรได้
ยกตัวอย่างเช่น  บริษัท ไทยเศรษฐกิจประกันภัย จำกัด (มหาชน) บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการใช้ระบบเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนากิจการ โดยวางกรอบแนวคิด 3 E อันได้แก่ E-thinking, E-Planning และ E-doing ให้คิด วางแผน และลงมือปฏิบัติการโดยเป็นระบบและให้เชื่อมโยงกันด้วยเทคโนโลยี ให้ข้อมูลข่าวสารเป็นจริงตรงเวลาปัจจุบัน Real Time ลดเอกสาร จนกระทั่งไม่ใช้เอกสาร (Paperless) เพื่อให้บริษัทฯ เป็นสำนักงานทันสมัย มีต้นทุนค่าใช้จ่ายในการบริหารงานต่ำ แต่ประสิทธิภาพในการให้บริการสูง ( Cost Leadership, High Service Quality )
         3.ช่วยให้สามารถเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับสารสนเทศที่มีได้อย่างเหมาะสม
         4.และยังช่วยเปรียบเทียบระดับคุณค่าของข้อมูลอีกด้วย

3. อยากทราบว่าเหตุผล 3 ประการที่ธุรกิจต่างก็นำระบบสารสนเทศมาใช้ในองค์กร
ตอบ 1. โลกเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในเทคโนโลยีการสื่อสารข้อมูลและเครือข่าย คอมพิวเตอร์องค์กรต่างๆทั้งองค์กรธุรกิจ และ องค์กรที่ไม่ใช่ธุรกิจ ได้ปรับตัวเชื่อมโยงข้อมูลเข้าด้วยกันแล้วเป็นส่วนใหญ่  องค์กรใดที่ไม่เชื่อมโยงข้อมูลถึงกัน  จะโดดเดี่ยวและดำเนินธุรกิจได้ลำบาก จึงต้องนำเอาเทคโนโลยีเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร ตลอดจนข้อบังคับทางกฏหมายในบางเรื่องอาจมีการบังคับใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อการควบคุม เช่น การขออนุญาตจดทะเบียนการค้าและการภาษีอากร ในอนาคตทุกองค์กรการค้าอาจต้องถูกบังคับให้เชื่อมโยงข้อมูลการขายและ สินค้าคงคลังเพื่อการจัดเก็บภาษีผ่านเครื่องบันทึกเงินสด
        2. องค์กรธุรกิจในอนาคตมีการแข่งขันสูง ทุกองค์กรต้องการเข้าถึงผู้บริโภคของตัวเองด้วยความแตกต่างจากคู่แข่ง ให้มากที่สุด (Customer approach  with  high differentiated products and services) ด้วยสินค้าและบริการที่ราคาถูกด้วยความรวดเร็วและคุณภาพดีเท่าที่ลูกค้าต้องการและระบุได้ด้วยตนเอง (Customization) ซึ่งในปัจจุบันเทคโนโลยีสารสนเทศเอื้อประโยชน์ให้แต่ละองค์กรสามารถทำธุรกิจ อีเล็กทรอนิกส์ (e-Business) ได้ เช่น การซื้อขายสินค้าและทำธุรกรรมผ่านเว็บไซต์  หรือ การพาณิชย์อีเล็กทรอนิกส์ (e-Commerce)
        3. องค์กรต้องมีการปรับตัวและออกแบบองค์กรใหม่ เพราะถูกผลกระทบจากแรงกดดันในหลายด้าน ได้แก่ แรงกดดันจากเทคโนโลยี แรงกดดันจากสังคมและแรงกดดันจากตลาดหรือลูกค้า

4. ให้ยกตัวอย่างที่บอกถึงกิจการที่ปรับปรุงขบวนการธุรกิจใหม่ด้วยการนำสิ่งใดมาประยุกต์ใช้
ตอบ ยกตัวอย่างเช่น บริษัท บาธรูมดีไซน์ จำกัด บริษัทเลือกใช้กลยุทธ์ด้านจริยธรรม (Ethical Strategy) มาปรับปรุงและประยุกต์ใช้เป็นกุญแจที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ ซึ่งหมายถึงการประพฤติปฏิบัติคุณงามความดีและความถูกต้องบนพื้นฐานของ คุณธรรม เป็นที่ยอมรับและต้องการของสังคม โดยแบ่งออกเป็น 5 หมวดหลักได้แก่
1. หลักความพอประมาณคือ การเลือกดำเนินธุรกิจที่ตนเองมีความชำนาญและทำได้ดีที่สุด ไม่ดำเนินธุรกิจที่ไม่มีความเชี่ยวชาญหรือไม่มีประสบการณ์ นอกจากนี้การขยายกิจการยังต้องกระทำอย่างพอเพียงไม่กู้มากเกินความสามารถของ บริษัท และบริหารจัดการสัดส่วนของหนี้สินไม่เกินเงินทุนด้วยอัตรา 1 ต่อ 1 สำหรับในส่วนของการบริหารทางการเงินจะต้องให้มี cash flow ของกระแสเงินสดรับมากกว่ากระแสเงินสดจ่าย พร้อมทั้งบริหารสินค้าคงค้างให้เหลือน้อยที่สุดและหมุนเวียนเร็วที่สุด
2. หลักความมีเหตุผลคือ การปฏิบัติต่อผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายอย่างมีเหตุมีผล เช่น การแบ่งปันผลประโยชน์อย่างเป็นธรรมและสม่ำเสมอให้แก่ผู้ถืหุ้น การบริหารจัดการที่มีความโปร่งใสและตรวจสอบได้ การปฏิบัติต่อผู้บริหารและพนักงานเสมือนคนในครอบครัว พร้อมทั้งช่วยพัฒนาส่งเสริมคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น เช่น การหาทางช่วยเหลือพนักงานในการลดค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ด้วยการจัดหาอาหารมาให้รับประทานทานฟรีในมื้อเที่ยง รวมไปถึงการช่วยพัฒนาอาชีพที่สามารถผลิตกันได้เองและนำมาขายกันเองภายใน บริษัท ซึ่งช่วยให้พนักงานสามารถลดรายจ่ายได้ นอกจากนี้ยังสนับสนุนให้พนักงานทุกคนได้มีโอกาสเป็นผู้ให้ซึ่งไม่ใช่การบริ จาค แต่เป็นการลงแรงเพื่อไปช่วยเหลือคนอื่นๆเป็นต้น
3. หลักภูมิคุ้มกันคือ การจัดให้มีระบบที่ช่วยในการตรวจสอบการทำงานทั้งภายในและภายนอก เพื่อทำหน้าที่หาวิธีป้องกันการรั่วไหลที่เกิดจากการปฏิบัติการด้านต่างๆใน บริษัท พร้อมทั้งกระตุ้นและส่งเสริมให้เกิดการปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพ ตามนโยบายของบริษัท ซึ่งการบูรณาการกระบวนการต่างๆเหล่านี้จะเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันที่สามารถ ป้องกันบริษัทจากผลกระทบภายนอกในหลายๆด้าน เช่น ด้านวัตถุ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม
4. หลักความรู้ คือ การมุ่งเน้นการพัฒนาภายในองค์กร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งเสริมความรู้และทักษะของพนักงาน ด้วยการส่งเสริมด้านต่างๆเพื่อให้สร้างความรอบรู้การมีสติและการมีปัญญา เช่น การส่งเสริมพนักงานในด้านการอบรมทั้งภายในและภายนอกองค์กร การส่งเสริมการศึกษาโดยการให้ทุนการศึกษาแก่พนักงาน การสร้างหน่วยงานวิจัยและพัฒนาของตนเอง โดยทีมงานเป็นคนไทยทั้งหมด พร้อมทั้งการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆในด้านสินค้าเพื่อแสดงถึงความสามารถในการ ออกแบบของบริษัทนั่นเอง
5. หลักคุณธรรม คือ การบริหารงานด้วยหลักธรรมาภิบาล การดำเนินธุรกิจภายใต้หลักคุณธรรม และจริยธรรมของบริษัท โดยการเอาใจใส่ต่อผลกระทบที่มีต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งจัดให้มีโครงการส่งเสริมให้พนักงานเป็นคนดี เช่น การจัดทำโครงการ “สร้างสายใยรักบ้านเด็กอ่อนรังสิต” โดยการจัดให้พนักงานทุกคนหมุนเวียนออกไปปฏิบัติหน้าที่ และทำความดีรับใช้สังคมโดยไม่รับสิ่งตอบแทนใดๆทุกๆวันพุธ เป็นต้น

วันอาทิตย์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

กรณีศึกษา: งานกลุ่ม

งานกลุ่ม  4 คน
กรณีศึกษาจริง: ระบบอินทราเน็ตที่ว่า “ระบบสารสนเทศของทุก ๆ คน
คำถามจากกรณีศึกษา
1.ทำไมการทำงานร่วมกันในระบบอินทราเน็ตจึงกลายเป็น “ระบบสารสนเทศของทุก ๆ คน”
ตอบ   การทำร่วมกันในระบบอินทราเน็ตเป็นสิ่งที่เข้ามาอย่างรวดเร็ว ที่ทำให้กล่าวได้ว่า “ระบบสารสนเทศของทุกๆคน” (Everyone’s Information) ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลสารสนเทศที่สำคัญสำหรับบริษัทหลาย ๆ แห่ง

2.อะไรเป็นแนวคิดระบบสารสนเทศที่คุณได้จากระบบอินทราเน็ตของบริษัทและเครื่องมือค้นหาของ Fulcrum
ตอบ  บริษัทใช้การสนทนาระบบออนไลน์ภายในเครือข่ายพื้นที่ปฏิบัติการ โดยวิศวกรที่มีความชำนาญจากทุกมุมโลก เพื่อแบ่งปันประสบการณ์และความรู้ของพวกเขาในการปรับปรุงของบริษัทและโครงการทางวิศวกรต่างๆ ซึ่งในการสนทนาผ่านทางระบบ PAN จะตั้งหัวเรื่องในการสนทนา  โดยใช้ซอฟต์แวร์ Fulcrum และจัดเก็บไว้ในฐานข้อมูล Oracle หลังจากที่ได้มีการสนทนาและโต้เถียงกันเป็นเวลานานระหว่างวิศวกรและผู้บริหารในบริษัทโดยผ่าน Fulcrum ที่ใช้เป็นเครื่องมือค้นหาและเครื่องมือภายในกลุ่ม

3. อะไรเป็นผลประโยชน์ในทางธุรกิจสำหรับระบบอินทราเน็ตและเครื่องมือค้นหาภายในบริษัท
ตอบ
สะพานแขวน 10 ช่องทางที่ออกแบบโดยบริษัท ซึ่งสะพานดังกล่าวไม่เพียงจะสวยงาม แต่ยังช่วบลดปัญหาการจราจรบนท้องถนนภายในเมือง Boston ได้อีกด้วย ซึ่งสะพานนี้จะเป็นสะพานแขวนที่ใหญ่ที่สุดในโลก


          สมาชิกในกลุ่ม
1.นางสาวกฤษฎาวดี   เข้าเมือง
2.นางสาววราพร         สมสวย
3.นางสาวอัฉรา           ชนะ
4.นางสาวดวงดาว       จำปาทอง

งานที่ 4 อาเซียน


งานที่ 3

คำว่าเพียงพอกับพอเพียง ต่างกันอย่างไร
ตอบ คำว่า พอเพียง และ เพียงพอ มีความหมายต่างกัน ถึงแม้จะดูคล้ายกันมาก เนื่องจากประกอบด้วยหน่วยคำ พอ กับ เพียง เหมือนกัน. 
คำว่า พอเพียง หมายถึง เต็มที่ตามต้องการ ไม่มากไม่น้อยเกินไป ไม่ขาดแคลน. ตรงกับคำภาษาอังกฤษว่า sufficient เช่น เศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริ มีหลักการคือ รู้จักพออยู่พอกิน และพอเพียงในทุกเรื่อง. การชลประทานทำให้เรือกสวนไร่นามีน้ำอย่างพอเพียง. 
ส่วนคำว่า เพียงพอ หมายถึง พอมีแค่ที่กะไว้ ตรงกับคำภาษาอังกฤษว่า enough เช่น โรงพยาบาลนี้มีหมอไม่เพียงพอ คนไข้จึงต้องรอนานหลายชั่วโมงกว่าจะได้ตรวจ. ครอบครัวของเขาลำบากมากเพราะรายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย. คำว่า เพียงพอ อาจใช้คำว่า พอ แทนได้
สรุปก็คือ พอเพียง เน้นความพอดี ความไม่ขัดสน และไม่ฟุ้งเฟ้อ แต่ เพียงพอ เน้นความจำเป็น หรือความต้องมีตามระดับที่กำหนดไว้ตามความจำเป็น